ไตรลักษณ์ คืออะไร ธรรมะแห่งพระอริยะ

ไตรลักษณ์

ไตรลักษณ์ เป็นธรรมะที่แสดงสภาพแท้จริงของธรรมชาติ ที่ทุกคนและสัตว์โลก จะต้องอยู่ใต้กฏเกณฑ์นี้ ซึ่งกฏไตรลักษณ์จะนำมาพิจารณาคู่กับการกำหนดสมาธิวิปัสนากรรมฐาน เพื่อให้เห็นธรรมะได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อลดการนำไปสู่การยึดมั่นถือมั่น เป็นธรรมะที่นำไปสู่การเป็นพระอริยะอย่างแท้จริง

ไตรลักษณ์ คืออะไร

ไตรลักษณ์ แปลว่า “ลักษณะ 3 อย่าง” หมายถึงสามัญลักษณะ หรือลักษณะที่เสมอกัน หรือข้อกำหนด หรือสิ่งที่มีประจำอยู่ในตัวของสังขารทั้งปวงเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ 3 อย่าง ได้แก่

ขอบคุณจากเพจ https://th.wikipedia.org/wiki/

อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง 

– อาการไม่เที่ยง อาการไม่คงที่ อาการไม่ยั่งยืน อาการที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป อาการที่แสดงถึงความเป็นสิ่งไม่เที่ยงของขันธ์. การแปรเปลี่ยน เช่น คนเกิดมาก็ต้องเปลี่ยนจากเด็กไปเป็นผู้ใหญ่ ไม่คงสภาพในวัยเด็กอยู่ได้ตลอด ต่อมาก็มีสภาพ ที่แก่ตัวลง เหี่ยวย่น ไม่สามารถให้คงเหมือนผิวเด็ก  ทางธรรมะให้พิจารณาที่ตัวเรา คือ ขันธ์ 5 ที่รวมอยู่ที่เรา แล้วเราก็เข้าไปยึดมั่นในขันธ์ทั้ง 5 ว่าเป็นเราเป็นตัวเรา ไม่ย่อมรับสภาพที่เปลี่ยนไป

 

ทุกขัง คือ อาการของทุกข์จากสภาพที่ไม่เที่ยง

– อาการเป็นทุกข์ อาการที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว อาการที่กดดัน อาการฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัว เพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไป จะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ อาการที่ไม่สมบูรณ์ มีความบกพร่องอยู่ในตัว อาการที่แสดงถึงความเป็นทุกข์ของขันธ์.

จากการที่สภาพของขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ไม่คงที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ เช่น จากคนสวย หรือ หล่อ เกิดความเหี่ยวความแก่เข้ามาแทรก ทำให้เกิดความไม่อยากแก่ กลัวไม่สวย กลัวจากไปหรือตาย สภาพเสวยอารมณ์เหล่านี้ ทำให้มีความทุกข์ เพราะจากธรรมชาติที่มันเป็นไปตามกฏของมันเอง

 

อนัตตา คือ  อาการของสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน

อาการที่ไม่มีตัวตน อาการที่แสดงถึงความไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของใคร อาการที่แสดงถึงไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง อาการที่แสดงถึงความไม่มีอำนาจแท้จริงในตัวเลย อาการที่แสดงถึงความด้อยสมรรถภาพโดยสิ้นเชิง ไม่มีอำนาจกำลังอะไร ต้องอาศัยพึ่งพิงสิ่งอื่นๆ มากมายจึงมีขึ้นได้

การนำกฏไตรลักษณ์มาพิจารณาควบคู่กับการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน

วิปัสสนาหมายถึงปัญญาที่เห็นแจ้งสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เพื่อให้เห็นปัญญาด้านนี้ จะต้องมีการฝึกสมาธิให้มีจิตสงบ ซึ่งเรียกว่า สมถะ และมักจะเรียกติดปากกันว่า สมถวิปัสสนากรรมฐาน  เป็นการฝึกนั่งสมาธิเพื่อให้จิตมีสงบแล้วเมื่อสงบจึงย้อนกลับมาดูสภาพธรรมะที่แท้จริง เพื่อให้เห็นว่า ทุกอย่างล้วนแล้ว อยู่ภายใต้ ไตรลักษณ์ ทั้งสิ้น

เครดิตเพจ https://www.dhamma.org/th/about/vipassana

วิธีฝึก อาณาปานสติ หรือ การฝึกดูลมหายใจ เบื้องต้น
ความหมายของ สมาธิ แปลตามบาลีแปลว่า ความตั้งใจมั่น หรือ สมาธิในความหมายของพจนานุกรม แปลว่า ที่ตั้งมั่นแห่งจิต การทำสมาธิในทางพุทธศาสนา เรียกว่าสมถะ ตามหลักแล้วเราจะต้องฝึกให้จิตนั้น สงบเสียก่อน แล้วค่อยโน้มจิตมาพิจารณา ตามหลัก กาย เวทนา จิต ธรรม หรือ ที่เรียก สติปัฐฐาน 4

 

ขั้นตอนการฝึก อาณาปานสติ เบื้องต้น

ดังนั้นการฝึกสมาธิคือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น ด้วยกุสโลบาย ด้วยวิธีที่นิยมกันคืออ อาณาปาณสิ

  • ฝึกให้รู้ลมเข้า เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการเร่ิมต้น โดยการเริ่มจาก ลมรู้ที่ปลายจมูก ผ่านเข้ามาที่หน้าอก และลงท้อง มักจะควบคู่กับ พุทธานุสติ คือ กำหนดลมเมื่อถึงท้อง ก็จะกำหนด พุธ
  • ฝึกให้รู้ลมออก เป็นการปล่อยลมช้าตามสบายจากท้อง อก และ มาสิ้นที่ปลายจมูก แล้วกำหนด โธ
    ฝึกจนเคยชิน และดูลมอย่างนี้ไปเรื่อย แล้วจิตจะมีความสงสัยว่า มีอะไรต่อเห็นอะไรต่อ ก็ปล่อย เพราะจิตกำลังจะเกิดความสงสัยที่มาจากนิวรณ์ ทำให้สมาธิไม่สงบ คิดโน่นคิดนี่
  • การกำหนดลม ไม่ต้องสนใจว่าจะเร็ว หรือ ช้า หายใจแบบไหนก็กำหนดรู้ไปเรื่อยๆ เพราะจะทำให้เราฟุ้งซ่าน แค่รู้ว่าลมเข้าและลมออก เดี๋ยวจิตจะพัฒนาการรู้ลม ไม่อึดอัด เดินลมสะดวก และมีผลการการนั่งอย่างสงบใจ
    ฝึกบ่อย จนจิตชิน จะทำให้เกิด ขณิกสมาธิขฌิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วขณะ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถนำมาใช้การงานในชีวิตประจำวัน เช่นใช้อ่านหนังสือ หรือขับรถขณิกสมาธิ เหมือนเด็กที่เพิ่งหัดเดิน
    ขณิก(ชั่วขณะ) + สมาธิ(ความทรงไว้พร้อม ความตั้งมั่น)