วิปัสสนากรรมฐาน คืออะไร ปฏิบัติอย่างไร การรู้แจ้งในธรรม

วิปัสสนากรรมฐาน

วิปัสสนากรรมฐาน เป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่นั่งสมาธิที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจเห็นสภาวะของธรรมชาติหรือธรรมะตามความเป็นจริง นำไปสู่การเกิดปัญญาทางธรรมอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น อริยสัจสี่ หรือ สติปัฏฐฐานสี่ ล้วนแล้วต้องใช้ปัญญาที่ฝึกฝนมาจากสมาธิที่สร้างปัญญาแบบไม่มีมิจฉาทิฐิ เช่น เห็นตามความเป็นจริง ก็การเกิด ดับ เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องพบเจอ

วิปัสสนากรรมฐาน คืออะไร

วิ แปลว่า แจ่มแจ้ง แตกต่างจากและวิเศษกว่าการหยั่งรู้โดยโลกวิธี
ปัสสนา แปลว่า การเห็น คือ การหยั่งรู้ด้วยปัญญา ซึ่งเกิดจากวิปัสสนาวิธี
กรรม แปลว่า การกระทำ คือ การกระทำด้วยใจอัน ประกอบด้วยความเพียร สติ สัมปชัญญะ ตามวิธี การ
ฐาน แปลว่า การงาน คือ สิ่งที่ตัวกระทำ ได้แก่ ใจเข้าไปกำหนดเพื่อความรู้แจ้ง

วิปัสสนากรรมฐาน คือ การเพียรใช้สติ สัมปชัญญะ เข้าไปกำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นทางกายและใจเพื่อให้เกิดปัญญาหยั่งรู้อย่าง

“ภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐาน 4 นี้ที่บุคคลลงมือปฏิบัติเต็มที่แล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับสนิท เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อพระนิพานโดยส่วนเดียว”

ขอบคุณจากเพจ https://www.banpisan.com

หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทำอย่างไร

โดยเบื้องต้นควรที่จะทำให้ใจสงบเสียก่อน โดยทำสมถะกรรมฐาน คือการกำหนดให้จิตแน่วแน่ไม่ส่ายไปมา สงบตัวลง เพราะจะทำให้การพิจารณาตามหลักธรรมได้ง่าย และมีความเห็นที่ถูกต้อง   เพราะหลายท่านมักจะสงสัยว่า ทำอะไรก่อนกันแน่ ระหว่างสมถะกับวิปัสสนากรรมฐาน แต่โดยแท้จริงแล้วก็จะนำมาจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ มุ่งสู่นิพาน บรรลุมรรคผล

สมถะ คือ การทำใจให้สงบโดยเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอารมณ์

เพราะเหตุใดควรต้องทำ สมถะก่อนวิปัสสนา

คำตอบคือ เพราะจิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น บางคนมีสมาธิดีตั้งแต่เด็ก หรือ มีจิตที่มุ่งมั่นและความจำดี เปรียบเสมือนคนเรา เรียนและรรับรู้ได้ไม่เท่ากัน บางคนเรียนรู้ไว บางคนจำไม่เก่งแต่มีความเพียร เพราะฉนั้น ควรที่จะทำให้จิตสงบตัวลงก่อน  แต่บุคคลใดที่มีพื้นฐานจิตเป็นสมาธิดีอยู่แล้ว ก็สามารถโน้นจิตเข้าสู่วิปัสสนากรรมฐานได้ง่าย

หลักธรรมควรนำมาเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติร่วมพิจารณาคือ กฏไตรลักษณ์  เป็นการนำจิตที่สงบนั้นเข้าพิจารณาว่า ร่างกายเรานี้ ไม่เที่ยง แก่ลงไปทุกวัน ไม่แน่นอน เเข็งแรง แต่ก็ป่วยได้ และสักวันก็ต้องพรัดพรากจากของรัก สุดท้ายก็ไม่มีตัวตนในโลกใบนี้

อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง 

– อาการไม่เที่ยง อาการไม่คงที่ อาการไม่ยั่งยืน อาการที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป อาการที่แสดงถึงความเป็นสิ่งไม่เที่ยงของขันธ์. การแปรเปลี่ยน เช่น คนเกิดมาก็ต้องเปลี่ยนจากเด็กไปเป็นผู้ใหญ่ ไม่คงสภาพในวัยเด็กอยู่ได้ตลอด ต่อมาก็มีสภาพ ที่แก่ตัวลง เหี่ยวย่น ไม่สามารถให้คงเหมือนผิวเด็ก  ทางธรรมะให้พิจารณาที่ตัวเรา คือ ขันธ์ 5 ที่รวมอยู่ที่เรา แล้วเราก็เข้าไปยึดมั่นในขันธ์ทั้ง 5 ว่าเป็นเราเป็นตัวเรา ไม่ย่อมรับสภาพที่เปลี่ยนไป

 

ทุกขัง คือ อาการของทุกข์จากสภาพที่ไม่เที่ยง

– อาการเป็นทุกข์ อาการที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว อาการที่กดดัน อาการฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัว เพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไป จะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ อาการที่ไม่สมบูรณ์ มีความบกพร่องอยู่ในตัว อาการที่แสดงถึงความเป็นทุกข์ของขันธ์.

จากการที่สภาพของขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ไม่คงที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ เช่น จากคนสวย หรือ หล่อ เกิดความเหี่ยวความแก่เข้ามาแทรก ทำให้เกิดความไม่อยากแก่ กลัวไม่สวย กลัวจากไปหรือตาย สภาพเสวยอารมณ์เหล่านี้ ทำให้มีความทุกข์ เพราะจากธรรมชาติที่มันเป็นไปตามกฏของมันเอง

 

อนัตตา คือ  อาการของสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน

อาการที่ไม่มีตัวตน อาการที่แสดงถึงความไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของใคร อาการที่แสดงถึงไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง อาการที่แสดงถึงความไม่มีอำนาจแท้จริงในตัวเลย อาการที่แสดงถึงความด้อยสมรรถภาพโดยสิ้นเชิง ไม่มีอำนาจกำลังอะไร ต้องอาศัยพึ่งพิงสิ่งอื่นๆ มากมายจึงมีขึ้นได้

 

หลักธรรมที่นิยมนำมาพิจารณาวิปัสนากรรมฐาน คือ สติปัฏฐาน 4 

สติปัฏฐาน 4 หมายถึงข้อธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ

สติปัฏฐานแบ่งออกเป็นดังนี้

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

คือการใช้สติกำหนด พิจารณากายว่าเป็นของโสโครก สกปรก ซึ่งกายเป็นเพียงการรวมตัวการของธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยจะพิจารณาตั้ง  เกศาผม โลมาขน นะขาเล็บ ทันตาฟัน ตะโจหนัง เป็นของไม่เที่ยง เป็นรังของโรค ไม่เที่ยง มองตามหลักไตรลักษณ์ก็จะนำไปสู่ความไม่เที่ยง แก่ลงเหี่ยว ฟันหลุด ผมล่วง และต้องลาจากกันไป เห็นตามความเป็นจริงของกาย

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

เป็นเรื่องของจิตที่เข้ายึดมั่นในอารมณ์ ความรู้สึก เช่น ชอบไม่ หรือ ชอบ ทุกข์ สุข เฉยๆ กำหนดอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทบของผัสสะ ที่ผ่านเข้ามาทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย และ ใจ ที่ผ่านเข้ามาใน รูป รส กลิ่น เสียง แล้วมาถูกปรุงเเต่งหรือ ที่เรียกว่า สังขาร ทำให้มีความรู้สึก และนำไปสู่การ ปล่อยไม่ยึดในอารมณ์นั้น

 

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

การเห็นสภาพของจิต ที่มีสติรู้ทัน กิเลส ราคะ โทสะ โลภะ โมหะ ว่ามีสภาพอย่างไร ทำให้เกิดอารมณ์ปรุงแต่ง แล้ว อยู่ในสภาพภายใต้ กฏของ ไตรลักษณ์ ที่ สุดท้ายแล้ว ก็อนัตตา ไม่เที่ยง จนเห็นสภาพเกิดดับ

 

ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

สติหมวดนี้จะเป็นการเห็นธรรรมะที่ดำเนินไปอย่างตามกฏธรรมชาติ ออกมาอย่างชัดเจน ตั้งแต่ การเห็นนิวรณ์ ขันธ์ 5 อายตนะ12 โพชฌงค์ 7(เครื่องตรัสรู้) อริยสัจ4 ว่าดำเนินเป็นไปตามกฏเกรฑ์อย่างไร  ภายใต้ ไตรลักษณ์ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา