รวมบทความความรู้เรื่องบุญและสังฆทาน
ขั้นตอนการเตรียมตัว ก่อนไป ปฏิบัติธรรม

การ ปฏิบัติธรรม คือ การเอาธรรมมาปฏิบัติ เอาธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิต ทำการทำงาน ทำหน้าที่ ทำทุกเรื่องทุกอย่างให้ดี ให้ถูกต้อง คือเอาธรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิต ทำให้เป็นชีวิตที่ดี มีความสุขที่แท้จริง  เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมจึงเป็นเรื่องกว้างๆ ไม่ใช่เฉพาะการปลีกตัวออกจากสังคม ไปอยู่วัด อยู่ป่า แล้วก็ไปนั่งบำเพ็ญสมาธิ ไม่ใช่แค่นั้นอันนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง การปลีกตัวไปปฏิบัติแบบนั้น เรียกว่า เป็นการปฏิบัติแบบเข้มข้น หรือลงลึกเฉพาะเรื่อง แต่อันที่จริงนั้น การปฏิบัติธรรมต้องมีตลอดเวลา เมื่อทำงานหรือทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้อง ตั้งใจทำให้ดี ให้เกิดคุณประโยชน์ ให้สำเร็จความมุ่งหมายที่ดีงาม ก็เป็นการปฏิบัติธรรม

การเตรียมตัวก่อนไปปฏิบัติธรรม

1)    เตรียมเคลียร์ภาระและการงาน

            ผู้ที่เป็น “มนุษย์หาเงินเดือน”  ก็ควรรีบลางานแต่เนิ่น ๆ  พอใบลาอนุมัติ  ก็รีบป่าวประกาศให้เพื่อนร่วมงานและญาติมิตรรู้กันทั่วว่าเราจะหายตัวไปปฏิบัติธรรม  (มารหน้าไหนก็อย่าขวาง)  หากใครต้องการอะไรจากเรา  เขาจะได้สอบถามแต่เนิ่น ๆ  ไม่ฉุกละหุก จากนั้นเคลียร์งานเก่าที่คั่งค้างให้เสร็จ  งานใดที่ไม่เสร็จง่าย  ๆ  ก็มอบหมายให้ใครที่ใจดีรับช่วงต่อไปสักระย  สำหรับผู้ที่มีภาระต้องรับส่งลูกหลานไปโรงเรียน  หรือต้องจ่ายค่าน้ำ  ค่าไฟ  ค่าโทรศัพท์  ค่าผ่อนบ้าน  ผ่อนรถ  ผ่อนตู้เย็น  ผ่อนทีวี ฯลฯ  ก็ควรรีบสะสางหรือมอบหมายภาระอันใหญ่หลวงนี้ให้ใครรับหน้าที่แทนไปก่อน จะได้หมดห่วง

2)    เตรียมจัดการเก็บกระเป๋า

บางแห่งกำหนดให้ใส่ชุดขาว  บางแห่งก็อนุโลมให้สวมกางเกง  ผ้าถุง  หรือกระโปรงยาว  (ที่กว้างพอจะนั่งกรรมฐานได้โดยไม่อึดอัดรัดรึง)  ที่สีสุภาพ  เช่น  ดำ  เท่า  น้ำตาล  กรมท่าได้  แต่เสื้อควรเป็นเสื้อมีแขนสีขาวที่ไม่มีลวดลายหรือตัวหนังสือใด ๆ  ไปรบกวนสมาธิของผู้ร่วมปฏิบัติธรรม  ควรเตรียมเสื้อผ้าให้เพียงพอกับจำนวนวัน  (ยกเว้นในกรณีที่มีบริการซักรีดให้)  เพื่อจะได้ไม่ต้องพะวักพะวนกับการซักล้างที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเจริญสติให้ต่อเนื่อง   ควรเลือกเนื้อผ้าที่ใส่สบายในขณะปฏิบัติธรรม  โดยเฉพาะผู้ที่ไวต่อความร้อนหรือความเย็นของอากาศก็ควรพิจารณาให้รอบคอบ  สำหรับคุณผู้หญิงควรเตรียมผ้าสไบไปด้วย  แต่ไม่ต้องแบกกระเป๋าเครื่องสำอางให้เปลืองแรง  เพราะเรามักจะสมาทานศีล  8  กัน 

            นอกจากเสื้อผ้า  อย่าลืมยาประจำตัว  (ถ้ามี)  และหากที่พักห่างจากหอปฏิบัติธรรม  ควรนำร่มและไฟฉายติดตัวไป พกยาทากันยุงและแป้งโรยกันมดไปด้วยยิ่งดี  ส่วนของมีค่าอย่านำติดตัวไปให้เป็นกังวล

3)    เตรียมกายของเราให้แข็งแรง

            พักผ่อนให้เพียงพอแต่เนิ่น ๆ  รักษาสุขภาพให้สมบูรณ์พร้อม  เพราะการปฏิบัติธรรมต้องอาศัยพละกำลังทั้งกายและใจ  ผู้ประมาททำงานจนดึกดื่นค่อนคืน  เมื่อมาเข้ากรรมฐานก็หมดเรี่ยวแรง  ง่วงเหงาหาวนอน  หรือป่วยไข้เสียโอกาสดี ๆ  ที่หายากไปโดยเปล่าประโยชน์

4)    เตรียมใจให้แกร่งและสงบ

            กายพร้อมแล้ว  ใจก็ต้องพร้อมด้วย  ควรงดดูหนัง  ดูละคร  ฟังเพลง  เที่ยวเตร่  หรือติดตามข่าวสารที่พาให้วุ่นวายใจ  อย่างน้อย  ๆ  1  สัปดาห์ล่วงหน้า  เพื่อให้ใจกระเพื่อมน้อยลง  ผู้ที่ห่างเหินห้องพระ  ก็ควรปัดฝุ่น  สวดมนต์  ให้ใจสงบ ที่สำคัญเตรียมกำลังใจให้แข็งแกร่งหนักแน่นเข้าไป  เพราะมักจะมีเหตุให้ละล้าละลังจนอาจยกเลิกการไปปฏิบัติธรรมได้  พึงท่องให้ขึ้นใจว่า  “โอกาสที่จะเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา  ก็จัดว่ายากมากแล้ว  แต่โอกาสที่ผู้ใดจะได้ปฏิบัติธรรมยิ่งยากที่สุด  เมื่อได้มาอย่าขว้างทิ้งไปง่าย ๆ  เพราะอาจไม่มีโอกาสเช่นนี้อีก”

5)    เตรียมซ้อมเพื่อทบทวนวิชา

            ผู้ที่ห่างเหินการเดินจงกรม  นั่งกรรมฐานและกำหนดอิริยาบถย่อยที่บ้านก็ควรจะปัดฝุ่นขัดสนิมตัวเอง  ซ้อมล่วงหน้านาน ๆ  จะได้ไม่เสียเวลาวันแรก ๆ  ของการปฏิบัติไปอย่างฝืด ๆ  ซ้อมตื่นแต่เช้ามืดด้วยยิ่งดี  (เพราะคงไม่ใช่ทุกคนที่เคยชินกับการตื่นก่อนตี  4  จะได้ไม่ต้องนั่งสัปหงกให้ครูบาอาจารย์เห็น)

6)    เตรียมก้าวเข้ามาอย่างปล่อยวาง

            เมื่อเตรียมพร้อมแล้ว  ก็ปล่อยวางทุกอย่างไว้ที่บ้านกับที่ทำงาน  ก้าวเข้ามาพร้อมหน้าเปื้อนรอยยิ้มและใจที่พองฟู  เบาสบาย  ผ่องใส  สงบเย็น

สิ่งที่ควรปล่อยวางเมื่อไปปฏิบัติธรรม

เมื่อก้าวมาถึงแล้ว  ก็ต้องเริ่มด้วย  การวาง 6  สิ่งที่พึงทำ

1)    วางหัวโขน

            ไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์อย่างไร  ตำแหน่งหน้าที่การงานหรือฐานะทางสังคมโดดเด่นเพียงใด  เมื่อมาเข้ากรรมฐานก็ต้องละวางลงให้หมด  เจ้านาย  ลูกน้อง  เศรษฐี  ยาจก  ทุกคนจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเท่าเทียมกัน  เมื่อวางลงได้ก็จะรู้สึกเบาสบาย  ปฏิบัติก้าวหน้าได้ไว  เพราะได้ละความยึดติดในตัวตน  เรา  เขา  ไปแล้วส่วนหนึ่ง

2)    วางกังวลภาระ

            ตอนนี้เรามีเพียงตัวคนเดียว  ไม่มีพ่อ-แม่-พี่-น้อง-ลูก-สามี/ภรรยาให้ต้องห่วงใย  ไม่มีการงานรกสมอง  ไม่มีสมบัติที่ต้องหวงแหน  ไม่มีการศึกษาที่กลัวเรียนไม่ทันเพื่อนฝูง  มีแต่งานปฏิบัติธรรมตรงหน้าที่จะตั้งใจทำให้ดีที่สุด  เมื่อปล่อยวางได้  ความฟุ้งซ่านจะเบาลง  และปฏิบัติก้าวหน้าได้ไว

3)    วางสรรพความรู้เก่า

            วางทั้งความรู้ทางโลกและทางธรรมที่เคยร่ำเรียนมาไว้ก่อน  ทำตนเป็นแก้วน้ำเปล่า ๆ  ที่รอให้ครูบาอาจารย์เติมให้เต็ม  ก็จะได้ความรู้ใหม่ ๆ  อีกมากมายโดยไม่เสียเวลาเปล่า  อย่าเสียเวลาไปกับการเปรียบเทียบความรู้ใหม่กับความรู้เดิมในระหว่างการปฏิบัติธรรม  จะฟุ้งซ่านโดยเปล่าประโยชน์  รอไว้กลับไปวิเคราะห์ความแตกต่างที่บ้านดีกว่า

4)    วางว่า “เราต้องเป็นหนึ่ง”

            การปฏิบัติธรรมต้องทำอย่างผ่อนคลาย  ใช้สติตามดูกายกับจิต  ตามที่เป็นจริง  แล้วให้ปัญญาค่อย ๆ  พัฒนาขึ้นเอง  เหมือนการปลูกต้นไม้  งานของเรา  คือ  รดน้ำ  พรวนดิน  ใส่ปุ๋ย  กำจัดวัชพืช  เมื่อสภาวะเหมาะสมแล้ว  ต้นอ่อนก็จะค่อย ๆ  งอกขึ้นมาเองและเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ต่อไป  อย่าคาดหวังในผลสำเร็จ  เพราะนั่นคือความโลภ  เป็นกิเลสที่ทำให้ใจขุ่นมัว  ปัญญาย่อมจะเกิดขึ้นไม่ได้

5)    วางใจให้ลึกซึ้งในคำสอน

            ความศรัทธาในตัวครูบาอาจารย์  ในคำแนะนำสั่งสอนและในแนวทางของการปฏิบัติธรรม  เป็นหัวใจสำคัญข้อหนึ่งของนักปฏิบัติธรรม  ควรเปิดใจให้กว้าง  รับฟังคำแนะนำสั่งสอนด้วยความเคารพเชื่อถือ  และตั้งใจทำตามคำแนะนำอย่างเต็มกำลัง  เมื่อมีข้อสงสัยก็ไต่ถามจนกระจ่าง

6)    วางไว้ก่อน “ความกลัวตาย”

            ความยึดติดในตัวตนของเราเป็นเหตุให้เรา “รักตัวกลัวตาย”  เมื่อเกิดเวทนาในระหว่างการปฏิบัติแม้เพียงเล็กน้อย  ก็เริ่มกังวลกลัวความเจ็บปวด  เมื่อเวทนาแรงกล้าขึ้น  ก็เริ่มฟุ้งซ่านกลัวตาย  เราจึงควรตั้งสติให้รู้เท่าทันความฟุ้งซ่านนั้น  ไม่มีใครเคยตายเพราะการปฏิบัติธรรม  ตรงกันข้าม  ครูบาอาจารย์มักกล่าวว่า  เวทนาเป็นกุญแจที่ไขประตูสู่พระนิพพาน  เมื่อเกิดเวทนาขึ้นมาก็ควรวางความกลัวตายลงเสีย  แล้วตามดูเวทนาที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง  จะสามารถพัฒนาจนเกิดปัญญาญาณได้

ในการปฏิบัติธรรม มี 6 สิ่งที่ควรตั้งใจ คือ

1)    ตั้งใจเก็บวาจา

            การพูดเป็นหนทางให้สมาธิรั่วออกไปง่ายที่สุด  เร็วที่สุด  และมากที่สุด  ตลอดเวลาที่เข้าปฏิบัติธรรม  ควรงดพูดกับผู้อื่นโดยเด็ดขาด  นอกจากพูดกับครูบาอาจารย์และพี่เลี้ยงเท่านั้น  การพูดจากับผู้ปฏิบัติธรรมอื่น  นอกจากทำให้สมาธิ่ของตนรั่วออกไปแล้ว  ยังเป็นการทำลายสมาธิองผู้อื่นด้วย  อันจะเป็นเวรเป็นกรรมต่อไป  หากจำเป็นต้องสอบถามกิจธุระกับเจ้าหน้าที่หรือผู้บริการก็ควรให้สั้นที่สุด  และมีสติกำหนดรู้ตลอดเวลาที่พูด  หรือหากเลี่ยงไปใช้การเขียนแทนได้ก็จะดี

2)    ตั้งใจปฏิบัติช้า ๆ

            การเคลื่อนไหวร่างกาย  ไม่ว่าจะเป็นอิริยาบถใหญ่หรืออิริยาบถย่อย  จะต้องพยายามทำอย่างช้า ๆ  เหมือนคนป่วยหนัก  เพื่อให้สติตามรู้ได้ทัน  จนเกิดปัญญาเห็นแจ้งตามความเป็นจริง

3)    ตั้งใจรักษาศีล

            ศีลวิสุทธิ-ความบริสุทธิ์แห่งศีล  เป็นบาทฐานที่สำคัญยิ่งของการปฏิบัติธรรม  เพราะจะช่วยให้เราเจริญกรรมฐานได้ด้วยจิตใจที่มั่นคง  ไม่ต้องฟุ้งซ่านกังวลกับความรู้สึกผิดใด ๆ  เราคงแก้ไขความผิดพลาดในอดีตที่ผ่านไปแล้วไม่ได้  แต่เราสามารถรักษาศีลในปัจจุบันให้บริสุทธิ์ได้  จึงควรระวังรักษาศีลให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ

4)    ตั้งใจผินหน้ามาฟังธรรม

            ทุกวันนี้  โอกาสจะได้รับรสพระธรรมนับว่าหายากยิ่ง  และโอกาสที่เราจะมีสติและสมาธิพร้อมเพียงพอจะเข้าใจพระธรรมนั้นอย่างลึกซึ้งก็หายากยิ่งกว่า  ฉะนั้นการฟังธรรมบรรยายในระหว่างเข้าปฏิบัติธรรม  จึงเป็นโอกาสล้ำค่า  ยิ่งไปกว่านั้น  ธรรมบรรยายส่วนใหญ่จะเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมในขณะนั้นหรือในวันต่อ ๆ ไปด้วย  ผู้ปฏิบัติธรรม  จึงควรตั้งอกตั้งใจฟังธรรม  แม้จะคุ้นกับธรรมบรรยายบางหัวข้อมาแล้ว  แต่การฟังซ้ำ ๆ  ก็ยังเกิดประโยชน์มากเพราะเมื่อสติคมชัดและสมาธิดิ่งลึก  ผู้ปฏิบัติจะเกิดความรู้ความเข้าใจใหม่ ๆ  เพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีกเสมอ

5)    ตั้งใจปฏิบัติธรรมเจริญสติ

            พึงใช้สติจดจ่อตามรู้กายรู้ใจของตนให้ตรงตามความเป็นจริง  ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนหลับไปกับสติในตอนกลางคืน  การเจริญสตินั้นต้องทำอย่างต่อเนื่อง  ไม่ควรให้ความสำคัญแค่การเดินจงกรมกับการนั่งสมาธิเท่านั้น  เพราะหากเกียจคร้านขาดการตามรู้อิริยาบถย่อยแล้ว  สมาธิที่เกิดจากการเดินจงกรมและนั่งสมาธิก็จะรั่วออกไป  การปฏิบัติธรรมจะไม่มีวันก้าวหน้าเลย

6)    ตั้งใจดำริส่งอารมณ์

            การส่งอารมณ์เป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะได้สอบทานกับครูบาอาจารย์  ว่าการปฏิบัติของตนถูกต้องหรือไม่  และมีข้อบกพร่องใดที่ควรแก้ไข  เพราะฉะนั้นพึงรายงาน  (ส่งอารมณ์)  ทุกอย่างตามความเป็นจริง  อย่าปกปิด  อย่ากลัวการตำหนิ  ระวังอย่าสรุปเอาเองว่า  สิ่งใดสำคัญ  สิ่งใดไม่สำคัญ  สิ่งใดดี  สิ่งใดไม่ดี  เพราะเรายังด้อยความรู้และประสบการณ์  พึงรายงานทุกอย่างให้ครูบาอาจารย์ได้รับทราบ  แต่ก็ควรรายงานให้สั่นกระชับแจ่มแจ้ง  แล้วตั้งใจฟังและจดจำคำแนะนำต่อไป

การปฎิบัติธรรมนั้น สามารถช่วยให้เราเตรียมใจรับมือกับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และสิ่งต่างๆ รวมถึงความคิดของตัวเราเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ สามารถทำให้จิตใจสงบ มีสติ มากยิ่งขึ้น
ที่มาของคำว่า “เศรษฐี” ฉบับ ธาราญา

คำว่า เศรษฐี ตรงกับภาษาสันสกฤตว่า “เศรษฐิน” หมายความว่า บุคคลที่ดีที่สุด เป็นผู้นำ มีชื่อเสียง และมีเกรียรติ ในขณะที่ภาษาบาลีจะตรงกับคำว่า “เสฏฐี” หมายความว่า ผู้มีทรัพย์มาก เป็นนายธนาคาร เป็นผู้อยู่ในเมือง เป็นพ่อค้าผู้ร่ำรวย และเป็นหัวหน้ากลุ่มอาชีพต่าง ๆ

เศรษฐีมาจากวรรณะแพศย์ที่มีฐานะร่ำรวย ได้แก่พวกพ่อค้า ชาวนา ชาวสวน และอาชีพต่าง ๆ เช่น ช่างทอ ช่างทอง ช่างจักสาน ช่างปั้นหม้อ เป็นต้น กลุ่มเหล่านี้เมื่อผลิตสินค้าจะนำไปขายด้วยตนเอง จึงรวมอยู่ในกลุ่มพวกพ่อค้า

อาชีพของเศรษฐีมักทำการค้าขาย บรรทุกสินค้าลงเกวียนค้าขายระหว่างเมือง หรือเป็นผู้ควบคุมระบบการเงินการค้า ฯลฯ แต่เศรษฐีที่ทำนาก็มี เช่น จากเรื่องกุรุธรรมชาดก กล่าวถึงเศรษฐีมีไร่ข้าวสาลี, จากพระธัมมปทัฏฐกถา กล่าวถึงนายปุณณะ ผู้ทำงานรับจ้างอยู่ที่บ้านของสุมนเศรษฐี ได้ออกไปไถนาให้เศรษฐีในวันนักขัตฤกษ์ หรือจากเรื่องนางวิสาขา ตอนที่นางจะเดินทางไปอยู่บ้านสามี ธนัญชัยเศรษฐีผู้เป็นพ่อได้ให้เงินและสิ่งของต่าง ๆ ไปด้วย เช่น โคจำนวนมาก อุปกรณ์ทำนา ไถ ผาล เป็นต้น

วรรณะแพศย์จึงเป็นกลุ่มที่ร่ำรวยจากการค้าขาย บางคนถึงขั้นเศรษฐีมีทรัพย์มาก ฐานะทางสังคมเลื่อนสูงจนเกือบทัดเทียมวรรณะพราหมณ์เลยทีเดียว แต่ในพุทธศาสนามักไม่กล่าวถึงเรื่องชนชั้นวรรณะมากนัก จะกล่าวถึงวรรณะแพศย์ว่าเป็นพวก “คหบดี” ซึ่งเศรษฐีในพระไตรปิฎกก็มักเป็นกลุ่มคนที่เลื่อมใสพระพุทธศาสนา ชอบทำบุญทำทาน ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาหลายด้าน

ผลของกรรมที่ทำให้คนรวยด้วยวิธีที่แตกต่างกัน 

       แม้จะเป็นบุคคลร่ำรวยเหมือน ๆ กัน แต่คนรวยก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินแตกต่างกันออกไปมาก บางทีชัดมากจนเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นความบังเอิญ ขอจำแนกเป็นหลัก ๆ ตามที่สงสัยกันทั่วไปดังนี้

1) ความรวยแบบได้มาอย่างที่คาดคิด

       บางคนที่ได้รับฉายาว่าเป็นพ่อมดในวงการธุรกิจการเงิน เพราะเป็นผู้มีสายตาแหลมคมราวกับมีตาทิพย์รู้อนาคต พยากรณ์ถูกไปหมดว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร พลิกผันได้แค่ไหน ทำให้ลงทุนแทบไม่เคยพลาด เป็นผู้ชนะตลอดกาลในเกมการเก็งกำไร

      ความรวยชนิดนี้เป็นผลมาจากการอยู่ใกล้ผู้ทรงคุณเช่นนักบวชในลัทธิหรือศาสนาที่เพียรทำความดี มีใจพยายามพรากจากกาม แล้วเมื่อท่านขอก็ให้ตามที่ท่านขอ หรือบางทีก็มีใจนึกครึ้ม ท่านขอแค่สิบแต่เกิดอยากให้เป็นร้อยเป็นพัน อย่างนี้ผลยิ่งไพบูลย์ คือเก็งกำไรไว้ประมาณหนึ่ง ผลออกมากลับท่วมท้นจนขนลุก หากทำทานแบบใจใหญ่เป็นครั้ง ๆ ก็ได้ประหลาดใจเป็นครั้ง ๆ หากใจใหญ่อยู่เสมอก็ได้ผลเสมอ ๆ ส่วนพวกที่อยู่ใกล้นักบวชดี ๆ แล้วไม่เคยให้ตามที่พวกท่านขอ ก็มักทำมาค้าขายไม่ค่อยขึ้น คิดอะไรสมเหตุสมผลแค่ไหนก็ไม่ได้อย่างใจนึกสักเท่าไหร่

       นอกจากนั้นยังมีความรวยแบบปานกลางหรือค่อนข้างสูงที่ได้มาจากการเป็นลูกจ้างที่กินเงินเดือนประจำสม่ำเสมอ ความรวยประเภทนี้เป็นผลมาจากการให้ทานอย่างสม่ำเสมอ หากเป็นทานในสัตว์หรือผู้ต่ำต้อย บุญจะส่งให้ได้งานดีพอควร แต่หากเป็นทานในนักบวชผู้ทรงศีล บุญจะส่งให้มีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับสูง ต่อให้การศึกษาต่ำก็ได้เงินเดือนดีๆสูงเกินระดับเฉลี่ยไปมาก

2) ความรวยที่ไม่อาจพยากรณ์ความแน่นอน

       บางคนเจอกับเหตุการณ์ท่าดีทีเหลวเป็นประจำ นึกว่าจะได้กลับไม่ได้ ไม่นึกว่าจะได้กลับได้ ขนาดที่ว่าแน่ๆ เช่นฝ่ายการตลาดของบางบริษัทวางแผนอย่างดิบดี ใช้ทุนรอน ใช้เวลาวิจัย ใช้กำลังคนมากมาย แต่ท้ายที่สุดกลับต้องงุนงงกับพฤติกรรมของผู้บริโภคตัวจริง ว่าเหตุใดจึงไม่เหมือนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเอาเลย พูดง่ายๆพอสินค้าออกวางตลาดจริงเจ๊งไม่เป็นท่า ทั้งที่ตอนทดลองกับกลุ่มผู้บริโภคตัวอย่างแล้วชอบใจกันมากมาย แต่บางทีนึกว่าทำสินค้าขัดตาทัพไปพลางๆ ลงทุนน้อย ไม่หวังกำไรตอบแทนมาก กลับมีใครต่อใครแห่ซื้อกันล้นหลามชนิดมืดฟ้ามัวดิน

      ความรวยชนิดนี้เป็นผลมาจากการเป็นนิสัยไม่อยู่กับร่องกับรอย โดยเฉพาะเกี่ยวกับความคิดให้ทาน บางทีหลอกให้คนเขารอเก้อเล่นเสียอย่างนั้น บางทีโลเลกลับไปกลับมาเดี๋ยวอยากให้เดี๋ยวไม่อยากให้ บางทีนึกอยากให้ดีใจหรือประหลาดใจก็เทกระเป๋าให้แทบเกลี้ยง บางทีก็สำนึกเห็นขึ้นมาว่าไม่ควรผิดคำพูดกับคนอื่น ความคิดที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆไม่อาจพยากรณ์ได้นี้ ส่งผลชัดในชาติที่ผลทานงอกเงย หรือในชาติที่เป็นพ่อค้า ผลกำไรตอบแทนเอาแน่เอานอนไม่ได้ ส่วนความรวยที่แน่นอนและสามารถพยากรณ์ได้จะมาจากการทำทานแบบพูดคำไหนคำนั้น หรือกระทั่งคิดอย่างไรทำตามนั้น ซื่อสัตย์แม้กระทั่งกับความคิดของตัวเอง อย่าต้องกล่าวถึงเมื่อให้สัญญากับผู้อื่นไว้

3) ความรวยที่ได้มายาก

      บางคนต้องลำบากมากกว่าจะรวยได้ เรียกว่าหืดจับ หรือรอจนแก่กว่าจะได้ลิ้มรสของความมานะพยายามทั้งชีวิต

       ความรวยชนิดนี้เป็นผลมาจากความขยันทำงาน หมั่นเก็บออม และมีสติปัญญาเพียงปานกลางหรือเล็กน้อยในการทำงาน แต่อดีตชาติเคยเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ค่อยทำบุญสุนทาน กว่าจะทำแต่ละทียากเย็นแสนเข็ญ อาจทำเพราะเสียไม่ได้ที่โดนคนตื๊อ หรืออาจทำเพราะสงสารใครจับใจจริงๆ

       แต่ขอให้เข้าใจด้วยว่าถ้าเคยถึงขั้นตระหนี่ระดับพาล ดีแต่กีดขวางญาติพี่น้องที่อยากทำทาน พูดจาถากถางให้คนเขาเสียกำลังใจได้ลงคอ อันนี้ไม่ใช่แค่ยากที่จะรวย แต่จะเข้าขั้นเกิดมายากจนข้นแค้น หาเสื้อผ้าและเครื่องอยู่ได้ลำบาก หาความสนุกสนานบันเทิงเริงใจได้ยาก พูดง่าย ๆ ว่าถ้าโชคดีเป็นมนุษย์ก็ต้องระเห็จไปอยู่แถว ๆ เอธิโอเปียโน่น หรือถึงมีสิทธิ์เกิดในแดนศิวิไลซ์ก็อาจต้องเดินเท้าเปล่าอยู่ริมถนนเป็นส่วนใหญ่

4) ความรวยที่ต้องเกลือกกลั้วกับธุรกิจเลวร้ายหรือคนร้าย  ๆ

      บางคนร่ำรวยมากก็จริง แต่ทั้งชีวิตไม่ค่อยเป็นสุขกับเงินทองข้าวของที่มี เพราะมัวแต่เกร็ง ใจต้องคอยระแวดระวังว่าอาจถูกลอบสังหารได้ทุกเมื่อ ทั้งจากคู่แข่งที่เป็นมาเฟีย หรือกระทั่งคนใกล้ชิดที่อาจเป็นหอกข้างแคร่ เขาอาจเกิดมาท่ามกลางธุรกิจสกปรก เช่นค้าอาวุธ ค้าสุรา ค้ายาพิษ ค้าชีวิตสัตว์หรือมนุษย์

ความรวยชนิดนี้เป็นผลมาจากการที่เคยยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจสกปรกเทือกเดียวกันมาก่อน เมื่อใช้กรรมในอบายภูมิแล้วยังพอมีบุญมาเกิดใหม่ในภพมนุษย์ ก็จะต้องเวียนว่ายในวงจรอุบาทว์เดิมแบบหนีไปไหนไม่รอด

เป็นที่น่าสังเกตว่าคนในแวดวงธุรกิจที่แปดเปื้อนมลทินนั้น ไม่ใช่ว่ามีจิตใจเลวร้าย ขาดสำนึกผิดชอบชั่วดีเหมือนผู้ร้ายในหนังเสมอไป ตรงข้าม บางคนชอบทำบุญ และมีใจดิ้นรนอยากเป็นคนดีในสังคมอย่างมาก บางคนพยายามช่วยเหลือสังคม ทำบุญสร้างวัดวาอารามใหญ่โต เป็นการชดเชยความรู้สึกด้านลบที่ทำอาชีพอันเป็นบาป ผลบุญที่เขาทำในระหว่างมือเปื้อนบาปนั้น ส่งผลให้ร่ำรวยได้ในชาติต่อ ๆ มา แต่มีข้อแม้ว่าต้องไปอยู่ท่ามกลางธุรกิจดิบ ๆ เถื่อน ๆ ร่ำไป

อีกประการหนึ่ง ความรวยชนิดนี้อาจเป็นผลมาจากการให้ทานที่ไม่บริสุทธิ์ กล่าวคือของที่ได้มาให้ทานหรือถวายสังฆทานนั้นได้มาโดยไม่สุจริต อย่างเช่นตำนานโรบินฮู้ด ปล้นทรัพย์คนรวยมาแจกจ่ายคนจนอะไรทำนองนั้

5) ความรวยที่ได้มาแบบลาภลอย

      บางคนเกิดมายากจน แต่มักมีลาภลอยประเภทซื้อหวยรวยลอตเตอรี่ หรืออยู่ ๆ ก็มีคนตกรางวัลให้ด้วยเหตุเพียงทำดีเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ หรือบังเอิญเข้าตากรรมการอย่างไม่คาดฝัน

       ความรวยชนิดนี้มาจากการให้ทานแบบไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อน เช่น ทำสลากภัตถวายพระ เดินไปเจอขอทานในต่างถิ่นก็คิดอยากให้เศษสตางค์ หรือเดินทางกลางป่าพบพระธุดงค์ถึงกับนำอาหารที่เตรียมมาเพื่อตนเองถวายท่านหมดแบบไม่เสียดาย ทานชนิดนี้เป็นการให้แบบที่ส่งลาภลอยให้คนอื่น จึงสะท้อนกลับมาเป็นลาภลอยไม่คาดฝันเช่นกัน

      ชาวบ้านป่าที่อาศัยอยู่ในเขตพระธุดงค์โคจรเป็นระยะมักได้ทำบุญประเภทนี้ คือร้อยวันพันปีอาจไม่ค่อยชอบทำบุญทำทาน หรือขาดโอกาสทำบุญทำทาน แต่ปะเหมาะเคราะห์ดีเกิดเจอพระธุดงค์ท่านผ่านทางมา แล้วมีใจปลาบปลื้มยินดี ขนข้าวของที่มีติดตัวให้ท่านมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หากเผอิญพระธุดงค์ท่านเป็นผู้สำเร็จธรรม ก็มักได้ผลเป็นลาภลอยก้อนใหญ่ เช่น ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1

      เฉพาะกรณีชาวบ้านป่าทำบุญกับพระธุดงค์นี้ หากเห็นพระแล้วเกิดจิตคิดเลื่อมใสอยากทำทานทันที ก็มักได้ลาภลอยตั้งแต่ต้นวัยและเป็นลาภใหญ่ หากเห็นแล้วคิดชั่งใจอยู่เล็กน้อยว่าจะให้ดีหรือไม่ให้ดีจากนั้นจึงถวาย ก็มักได้ลาภลอยประมาณกลางวัยและเป็นลาภปานกลาง แต่หากเห็นแล้วชั่งใจอยู่นานว่าจะเอาอย่างไรกับพระรูปนี้จากนั้นจึงถวาย ก็มักได้ลาภลอยเอาปลายชีวิตและเป็นลาภเล็กน้อย

6) ความรวยที่ทำให้กลายเป็นโรคไม่รู้จักพอ

      หลายคนรวยก็แล้ว ประสบความสำเร็จทางธุรกิจสม่ำเสมอก็แล้ว จับอะไรเป็นทองไปหมดก็แล้ว แต่ยังไม่อิ่มไม่พอ เป็นทุกข์ทางใจอยู่ไม่ขาด กลัวมีจะหมด กลัวธุรกิจไม่ทำเงินเพิ่ม กลัวความล้มเหลวในอนาคต ฯลฯ ในหมู่เศรษฐีจะมีโรคทางใจชนิดนี้อยู่เป็นปกติ แต่คนฐานะต่ำกว่าจะคาดกันไม่ถึงว่าอย่างนี้ก็มีด้วย

      ความรวยที่เป็นเหตุแห่งโรคทางใจนี้ เป็นผลมาจากกรรมทั้งปัจจุบันและอดีต ว่ากันเรื่องกรรมในปัจจุบันก่อน ตั้งต้นจากความโลภธรรมดา ๆ คือใจคนเราส่วนใหญ่มักละโมบเกินตัว อยากมีเกินกว่าที่มีอยู่เป็นปกติกันทั้งนั้น จากกฎธรรมดาข้อนี้จะเป็นคำตอบว่าทำไมมีแล้วไม่รู้จักพอเสียที ต่อให้ครองโลกทั้งใบก็อยากได้ดาวอังคารไว้ในมืออีกสักดวง!

      ว่ากันเรื่องกรรมในอดีตชาติ ได้แก่ทานที่เจตนาหวังผลกำไรตอบแทน หรือเจือด้วยความคิดแก่งแย่งชิงดี หรือเจือด้วยความอยากเอาหน้า พูดรวบรัดสั้น ๆ ได้ว่าถ้าให้ทานบนพื้นฐานของความโลภเป็นประจำ ก็จะทำให้รวยจริง แต่ได้โรคทางใจพกพามาเป็นของแถมด้วย

      บางคนรวยแล้วไม่เป็นสุขเพราะมีเหตุที่น่าเห็นใจ คือสมบัติพัสถานมักไม่ค่อยอยู่ดี ต้องมีอันเป็นไปต่าง ๆ ก่อนกาลอันควรเสมอ ๆ ด้วยเหตุอันสุดวิสัย ควบคุมป้องกันไม่ได้

       ความรวยที่มีทรัพย์สินสำคัญ ๆ ถึงความวิบัตินั้น มาจากการที่เคยลักทรัพย์มาก่อน ถ้าเคยลักทรัพย์เล็ก ๆ น้อย ๆ ทรัพย์สินก็จะประสบความวิบัติเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าลักทรัพย์แบบที่ทำให้เจ้าของเดือดเนื้อร้อนใจ ทรัพย์สินก็จะประสบความวิบัติอย่างมโหฬาร

7) ความรวยที่ถึงความหายนะด้วยอุบัติภัยต่าง ๆ

       สำหรับคนรวยที่รวยทีไรแทบหายนะด้วยอุบัติภัยทุกที ค