ปฏิบัติธรรมที่บ้านก็ได้ จริงหรือ ?

ปฏิบัติธรรมที่บ้านก็ได้ จริงหรือ

การปฏิบัติธรรม คือ การเอาธรรมมาปฏิบัติ เอาธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิต ทำการทำงาน ทำหน้าที่ ทำทุกเรื่องทุกอย่างให้ดี ให้ถูกต้อง คือเอาธรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิต ทำให้เป็นชีวิตที่ดี มีความสุขที่แท้จริง เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมจึงเป็นเรื่องกว้างๆ ไม่ใช่เฉพาะการปลีกตัวออกจากสังคม ไปอยู่วัด อยู่ป่า แล้วก็ไปนั่งบำเพ็ญสมาธิ ไม่ใช่แค่นั้นอันนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง  การปลีกตัวไปปฏิบัติแบบนั้น เรียกว่า เป็นการปฏิบัติแบบเข้มข้น หรือลงลึกเฉพาะเรื่อง แต่อันที่จริงนั้น การปฏิบัติธรรมต้องมีตลอดเวลา เมื่อทำงานหรือทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้อง ตั้งใจทำให้ดี ให้เกิดคุณประโยชน์ ให้สำเร็จความมุ่งหมายที่ดีงาม ก็เป็นการปฏิบัติธรรม

วิธีการปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรมมี 2 อย่าง คือ ศมถกรรมฐาน กับ วิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ล้วนแต่ต้องอาศัยสติเป็นเครื่องระลึกรู้อารมณ์กรรมฐาน และอาศัยปัญญาคือสัมปชัญญะเป็นเครื่องกำกับการปฏิบัตินั้นไว้เสมอ ไม่เช่นนั้นเราจะปฏิบัติผิดพลาดได้ง่ายๆ

สมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน

ไม่ว่าเราจะทำสมถะหรือวิปัสสนา เราก็ต้องมีสัมปชัญญะรู้ชัดว่า เราจะทำกรรมฐานชนิดใด และต้องรู้ด้วยว่าเราจะทำกรรมฐานนั้นๆ เพื่ออะไร ซึ่งสมถะนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อทำจิตที่ไม่สงบให้เกิดความสงบ เพื่อทำจิตที่ไม่มีความสุขสบายให้เกิดความสุขสบาย และเพื่อทำจิตที่เป็นอกุศลให้เปลี่ยนเป็นจิตที่เป็นกุศล ส่วนวิปัสสนานั้นไม่ได้ฝึกเพื่อสิ่งเหล่านี้ แต่ฝึกเพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ หรือฝึกเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจเท่านั้นเอง

กายกับใจหรือขันธ์ 5  คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า ทุกข์ และ ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องรู้ เพราะฉะนั้น หน้าที่ของพวกเราก็คือการรู้กายรู้ใจเนืองๆ หรือที่เรียกว่าการเจริญวิปัสสนานั่นเอง ต้องรู้เนืองๆ จนเกิดปัญญารู้ความจริงของกายของใจ ปัญญาชนิดนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ อันเป็นปัญญาที่เข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวเรา ถ้าเมื่อไรเรามีปัญญาเห็นว่ากายกับใจไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือไม่ใช่ตัวเราอย่างแท้จริง เมื่อนั้น จิตจะปล่อยวางความยึดถือกายและใจลงได้ แล้วประจักษ์ชัดถึงนิพพานโดยอัตโนมัติ

ข้อดีของการปฏิบัติธรรม

การปฎิบัติธรรมช่วยให้เราเตรียมใจรับมือกับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และสิ่งต่างๆ รวมถึงความคิดของตัวเราเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาได้ การเข้าใจในความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ความไม่มีตัวตนของตัวเราและสรรพสิ่งต่างๆ จะช่วยให้สามารถเผชิญอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความพลัดพรากจากคนรัก ของรัก ความสูญเสีย ความผิดหวัง ความเจ็บป่วย ความตายของคนที่รัก หรือแม้แต่ความตายที่ใกล้เข้ามาของตัวเราเอง ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ หรือกล่าวง่ายๆว่า ข้อดีของการปฏิบัติธรรม คือ ช่วยให้เราคลายความเศร้าหมองได้เร็วขึ้น สามารถรับมือและเอาชนะความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาได้ดีมากยิ่งขึ้น

การปฏิบัติธรรมที่บ้าน

หลายคนอาจสงสัยว่า เราสามารถอยู่ที่บ้านได้หรือไม่ ซึ่งตามหลักแล้วนั้นวัตถุประสงค์ที่มุ่งหมายของคำว่า ปฏิบัติธรรม การทำสมาธิ หรือการ ไหว้พระ  คือการเว้นหมดจากที่ควรเว้น เว้นจากการปฏิบัติหรือการเป็นอยู่ชนิดที่เป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นไปเพื่อความทุกข์ เราจะเว้นเสียโดยเด็ดขาด ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำอยู่ที่วัดเท่านั้น อยู่ที่บ้านก็สามารถปฏิบัติธรรม การทำสมาธิ หรือการ ไหว้พระได้ เพียงประพฤติปฏิบัติ ให้ตรงตามความหมายนั้นเท่านั้น คือว่า เว้นหมดจากสิ่งที่ควรเว้น ในทุกๆระดับ หรือแม้ว่าเราจะอาศัยคำอีกคำหนึ่ง คือคำว่า พรหมจรรย์ แปลว่า การประพฤติประเสริฐ ประพฤติอย่างพรหม ก็ไม่ได้จำกัดว่าที่บ้านหรือที่วัด ถ้าประพฤติได้ก็ประพฤติ อย่างจะถือศีลพรหมจรรย์อยู่ที่บ้าน ศีล 8 ศีล 10 นั้นก็ยังถือได้ คำว่า พรหมจรรย์ นั้นมีความหมายว่า การประพฤติอย่างเต็มที่หรือเคร่งครัด ติดต่อกันเป็นระยะยาว เป็นการปฏิบัติตลอดชีวิต อย่างนี้ก็ยังได้ พูดกันง่ายๆ ว่า ประพฤติพรหมจรรย์ที่บ้านก็ทำได้

ซึ่งการปฏิบัติธรรม หรือการเจริญสติ ให้มีความรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา สามารถทำได้ทุกที่ นั่นก็หมายความว่า จะเริ่มทำที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ แต่จากประสบการณ์ตรง ขอบอกว่า ถ้าต้องการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรเริ่มตั้งแต่ยังเด็กหรืออยู่ในวัยหนุ่มสาว ไม่ควรรอจนแก่ชรา ดังนั้นเมื่อบุคคลใดไม่สามารถอาจจะออกไปปฏิบัติธรรม การทำสมาธิ หรือการ ไหว้พระ ที่วัดได้นั้นก็สามารถปฏิบัติที่บ้านได้ เพียงพยายามประพฤติปฏิบัติในธรรมะ ซึ่งเป็นการปฏิบัติให้ดีที่สุดให้สูงที่สุด ตามที่จะทำได้ ก็จะเป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ที่บ้าน เรียกว่า ปฏิบัติธรรมอยู่ที่บ้าน